Facebook Ads vs Google Ads เลือกยิงแอดแบบไหนดีกว่าสำหรับธุรกิจคุณ?

Picture of natnichar.k
natnichar.k
⏱ 4 สัปดาห์ ago
👁 90

สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านยาว

  • Facebook Ads คือ Interruption Marketing เหมาะกับการสร้าง Awareness และกระตุ้นความต้องการใหม่ ค่าคลิกถูกกว่า (เฉลี่ยประมาณ 0.6-0.7 ดอลลาร์ต่อคลิก)
  • Google Ads คือ Intent Marketing เหมาะกับการปิดการขายจากคนที่กำลังค้นหาอยู่แล้ว ค่าคลิกแพงกว่า (เฉลี่ยประมาณ 2.7 ดอลลาร์ต่อคลิก) แต่ conversion rate มักสูงกว่า
  • ตัวเลข ROI ใกล้เคียงกันในระยะยาว ตัวแปรที่ชี้ชะตาจริง ๆ คือคุณภาพ Creative และโครงสร้างการวัดผล ไม่ใช่ตัวแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว
  • สำหรับ SME ไทยที่งบจำกัด แนะนำเริ่มจากแพลตฟอร์มเดียวที่ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าก่อน แล้วค่อยขยายไปอีกแพลตฟอร์มเมื่อมีข้อมูลมากพอ

Facebook Ads กับ Google Ads ต่างกันอย่างไรในระดับพื้นฐาน

ก่อนจะตัดสินใจว่าควรลงทุนกับ Facebook Ads หรือ Google Ads เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานของทั้งสองระบบก่อน เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของ “กลไกการเข้าถึงลูกค้า” ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

Google Ads ทำงานบนหลัก Intent-Based Marketing คือแสดงโฆษณาให้คนที่กำลังพิมพ์คำค้นหาด้วยความต้องการบางอย่างอยู่แล้ว เช่น คนที่พิมพ์ “ร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้ฉัน” หรือ “คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์” คนกลุ่มนี้มักมีความตั้งใจซื้อสูง เพราะพวกเขากำลังมองหาทางออกให้ปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว

ในขณะที่ Facebook Ads ทำงานบนหลัก Interest-Based หรือ Interruption Marketing คือแสดงโฆษณาให้คนที่ยังไม่ได้ค้นหาอะไร แต่มีโปรไฟล์ ความสนใจ หรือพฤติกรรมที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ระบบ AI ของ Meta จะใช้ข้อมูลพฤติกรรมที่สะสมมาหลายปีในการจับคู่โฆษณาให้ตรงกลุ่มที่สุด แม้ว่าคนเหล่านั้นจะยังไม่รู้ตัวว่าต้องการสินค้านี้ก็ตาม

  • Google Ads = จับคนที่ “กำลังหา” → conversion rate สูง แต่ค่าแอดแพงกว่า
  • Facebook Ads = สร้างความสนใจให้คนที่ “ยังไม่รู้ตัว” → ค่าคลิกถูกกว่า แต่ใช้เวลานานกว่าจะปิดการขาย

ความเข้าใจนี้สำคัญมาก เพราะการเปรียบเทียบ google ads facebook ads ที่ถูกต้องไม่ควรมองแค่ “ตัวไหนถูกกว่า” แต่ต้องมองว่าธุรกิจของคุณอยู่ในจุดไหนของ Customer Journey ลูกค้าของคุณกำลังค้นหาอยู่แล้วหรือยังไม่รู้ตัวว่าต้องการสินค้านี้

ต้นทุนและ ROI เปรียบเทียบ Facebook Ads กับ Google Ads ปี 2026

ข้อมูลต้นทุนเฉลี่ยในปี 2026 ชี้ว่า facebook ads มีค่าคลิกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.6-0.7 ดอลลาร์ ขณะที่ Google Search Ads เฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.7 ดอลลาร์ต่อคลิก พูดง่าย ๆ คือ Facebook ถูกกว่าราว 3-4 เท่าในระดับ Cost Per Click แต่ตัวเลขนี้บอกได้แค่ “ต้นทุนการดึงคนเข้ามา” ไม่ได้บอกว่าใครปิดการขายได้ดีกว่า

จุดที่เจ้าของธุรกิจมักเข้าใจผิดคือการเอา CPC มาเทียบกันตรง ๆ แล้วสรุปว่าแพลตฟอร์มที่ถูกกว่าคุ้มกว่า ทั้งที่ความจริงตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าคือ Cost Per Acquisition (CAC) คลิกที่แพงกว่าแต่แปลงเป็นลูกค้าได้มากกว่า อาจให้ต้นทุนต่อลูกค้าที่ถูกกว่าคลิกราคาถูกที่แปลงยาก ตัวอย่างเช่น คลิก Google ราคา 4 ดอลลาร์ที่แปลง 6% จะให้ CPA ประมาณ 67 ดอลลาร์ ในขณะที่คลิก Facebook ราคา 0.8 ดอลลาร์ที่แปลงเพียง 1.5% จะให้ CPA ประมาณ 53 ดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกันกว่าที่ตัวเลข CPC จะบอกไว้ตอนแรก

ในด้าน ROI ภาพรวม Facebook Ads ที่ optimize ดีมักให้ ROAS อยู่ที่ 3:1 ถึง 5:1 ส่วน Google Ads เฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.5:1 ตัวเลขใกล้เคียงกันมากในระยะยาว สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์จริง ๆ จึงไม่ใช่ตัวแพลตฟอร์ม แต่เป็นคุณภาพของ Creative โครงสร้างการวัดผล และความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ

สำหรับธุรกิจไทย ค่าใช้จ่ายโฆษณาบน Facebook ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกันในปี 2026 เนื่องจากการแข่งขันที่มากขึ้นและผู้ใช้ที่เลือกเสพคอนเทนต์มากขึ้น แต่โดยรวมยังถือว่าคุ้มค่ากว่า Google ในแง่ Cost Per Lead สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างฐานลูกค้าใหม่จำนวนมากในเวลาอันสั้น

เมื่อไหร่ควรเลือก Facebook Ads

Facebook Ads เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความต้องการใหม่ สร้าง Brand Awareness หรือขายสินค้าที่ตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์และภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะสินค้าประเภทแฟชั่น ความงาม ของแต่งบ้าน อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ลูกค้าอาจไม่รู้ตัวว่าต้องการ จนกระทั่งเห็นโฆษณาที่โดนใจ

สำหรับ SME ไทย จุดแข็งของ Facebook คือฐานผู้ใช้งานที่มีมากกว่า 50 ล้านบัญชีในประเทศ และข้อมูลพฤติกรรมที่สะสมมายาวนาน ทำให้ระบบ Targeting มีความแม่นยำสูง ต่างจากการยิงโฆษณาแบบหว่านแหที่เสียงบไปโดยไม่รู้ว่าใครเห็นจริง ๆ

  • ธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มี Demand จากการค้นหา ต้องสร้างความต้องการก่อน
  • สินค้าที่ขายด้วยภาพและวิดีโอ เช่น แฟชั่น ความงาม ของตกแต่งบ้าน
  • ธุรกิจที่ต้องการ Lead Generation ผ่านฟอร์มโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม
  • ธุรกิจที่มีงบจำกัดและต้องการทดสอบไอเดียโฆษณาหลายแบบในต้นทุนต่ำ

ข้อควรระวังคือ Facebook Ads ในปี 2026 จะไม่ได้ผลถ้าคอนเทนต์ดูเป็นโฆษณามากเกินไป ผู้บริโภคยุคนี้ตอบรับกับ User Generated Content หรือรีวิวที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าวิดีโอโปรดักชั่นราคาแพง การลงทุนกับ Creative ที่มีคุณภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายจึงสำคัญกว่าการเพิ่มงบโฆษณาเสมอ เพราะระบบของ Meta ให้รางวัลกับโฆษณาที่มี Relevance Score สูงด้วยค่าแอดที่ถูกลง

เมื่อไหร่ควรเลือก Google Ads

Google Ads เหมาะที่สุดกับธุรกิจที่ลูกค้ามีความต้องการชัดเจนอยู่แล้ว และกำลังค้นหาทางออกอย่างเร่งด่วน เช่น บริการฉุกเฉิน บริการซ่อมแซม หรือสินค้าเฉพาะทางที่ลูกค้าต้องเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มี Conversion Rate สูงที่สุด เพราะพวกเขาไม่ต้องถูกโน้มน้าวว่าต้องการสินค้านี้ พวกเขารู้แล้วว่าต้องการ

  • บริการที่ต้องการทันที เช่น บริการรถลาก ซ่อมแอร์ กำจัดปลวกใกล้ฉัน
  • ธุรกิจ B2B หรือบริการเฉพาะทาง เช่น กฎหมาย บัญชี ที่ปรึกษาธุรกิจ
  • ธุรกิจที่มี Search Demand อยู่แล้ว เช่น คอร์สเรียน บริการซ่อมบำรุง
  • ธุรกิจที่ต้องการ Retargeting ผู้ที่เคยเข้าเว็บไซต์แล้วผ่าน Display Network

ข้อเสียของ Google Ads คือค่าคลิกที่สูงกว่ามาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูงอย่างกฎหมาย การเงิน หรือประกันภัย ซึ่งค่าคลิกอาจพุ่งสูงกว่า 6 ดอลลาร์ในตลาดต่างประเทศ และในไทยก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามการแข่งขันในแต่ละหมวดธุรกิจเช่นกัน นอกจากนี้ Google Ads ยังมี Learning Curve ที่สูงกว่า ต้องเข้าใจเรื่อง Keyword Research, Match Type, Quality Score และ Negative Keyword ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนรู้มากกว่า Facebook Ads ในช่วงแรก

ใช้สองแพลตฟอร์มร่วมกันได้ไหม และควรเริ่มจากตรงไหนสำหรับ SME ไทย

คำตอบสั้นๆ คือใช้ได้ และธุรกิจที่ทำผลงานดีที่สุดในปี 2026 ก็ไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มร่วมกันเป็นระบบเดียว Facebook สร้างความสนใจและฐานผู้ติดตาม ส่วน Google จับลูกค้าที่พร้อมซื้อผ่านการค้นหาแบรนด์โดยตรงหรือ Retargeting ปิดวงจรอีกที กลยุทธ์แบบนี้เรียกว่า Full-Funnel Approach ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีกว่าการทุ่มงบไปที่แพลตฟอร์มเดียวอย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับ SME ไทยที่งบประมาณยังจำกัด การทำสองแพลตฟอร์มพร้อมกันตั้งแต่วันแรกอาจทำให้จัดการได้ยากและขาดข้อมูลเพียงพอในการ optimize ทั้งสองฝั่ง คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากแพลตฟอร์มเดียวที่ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าของคุณก่อน ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มั่นคง แล้วค่อยขยายไปอีกแพลตฟอร์มเมื่อมีข้อมูลและงบประมาณมากพอ

กรอบงบประมาณที่นิยมใช้กันคือ ธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มี Search Demand ควรแบ่งงบ 80% ให้ Facebook และ 20% ให้ Google เพื่อสร้างการรับรู้ก่อน ส่วนธุรกิจที่มีฐานลูกค้าและ Search Demand อยู่แล้วอาจปรับเป็น 40% Facebook และ 60% Google เพื่อจับ Intent ที่มีอยู่แล้วให้ได้มากที่สุด ธุรกิจบริการท้องถิ่นที่ลูกค้าค้นหาอย่างเร่งด่วนควรเทงบไปที่ Google ถึง 80% เพราะ Search Intent เป็นตัวขับเคลื่อนการซื้อหลัก

สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มยิงแอดอย่างไรให้ตรงเป้าและไม่เสียงบเปล่า ทีม Tongru Academy มีคอร์สเรียนที่สอนตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการวาง Full-Funnel Strategy หรืออ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับการยิงแอดได้ที่ Blog Tongru Academy

ปัจจัยFacebook AdsGoogle Ads
หลักการทำงานInterruption / Interest-BasedIntent-Based
CPC เฉลี่ย (2026)ประมาณ 0.6-0.7 ดอลลาร์ประมาณ 2.7 ดอลลาร์
ROAS เฉลี่ยที่ optimize ดี3:1 ถึง 5:1ประมาณ 3.5:1
เหมาะกับสินค้าขายด้วยภาพ สร้าง Awarenessบริการเร่งด่วน B2B สินค้าเฉพาะทาง
ความง่ายในการเริ่มต้นง่าย เรียนรู้เร็วมี Learning Curve สูงกว่า
จุดแข็งหลักTargeting เชิงพฤติกรรมแม่นยำจับลูกค้าที่พร้อมซื้อทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Facebook Ads และ Google Ads
Facebook Ads กับ Google Ads ตัวไหนถูกกว่ากัน
Facebook Ads มีค่าคลิกเฉลี่ยถูกกว่า Google Ads ราว 3-4 เท่า แต่ค่าคลิกที่ถูกกว่าไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่อลูกค้าจะถูกกว่าเสมอไป ควรดูที่ Cost Per Acquisition ควบคู่ไปด้วย
SME ไทยที่งบน้อยควรเริ่มแพลตฟอร์มไหนก่อน
ถ้าธุรกิจยังไม่มี Search Demand ชัดเจนและขายสินค้าด้วยภาพ แนะนำเริ่มจาก Facebook Ads ก่อน เพราะค่าเริ่มต้นต่ำและเรียนรู้ผลลัพธ์ได้เร็ว แล้วค่อยเสริม Google Ads เมื่อธุรกิจเริ่มโตและมีคนค้นหาแบรนด์มากขึ้น
จำเป็นต้องใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มพร้อมกันไหม
ไม่จำเป็นต้องเริ่มพร้อมกัน ธุรกิจที่ทำผลงานดีในปี 2026 มักใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มร่วมกันในระยะยาว แต่ควรเริ่มจากแพลตฟอร์มเดียวให้มั่นคงก่อน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอในการขยายไปอีกแพลตฟอร์ม
ทำไมค่าโฆษณา Facebook Ads ปี 2026 แพงขึ้น
การแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นและจำนวนผู้ลงโฆษณาที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาประมูลสูงขึ้นโดยรวม แต่โฆษณาที่มี Relevance Score สูงและคอนเทนต์คุณภาพดียังคงได้ค่าแอดที่ถูกกว่าคู่แข่งที่ Bid สูงกว่าแต่คุณภาพต่ำกว่า
ธุรกิจบริการท้องถิ่นควรเลือกแพลตฟอร์มไหน
ธุรกิจบริการท้องถิ่นที่ลูกค้าค้นหาอย่างเร่งด่วน เช่น ซ่อมแอร์ หรือบริการฉุกเฉิน ควรให้น้ำหนัก Google Ads มากกว่า เพราะ Search Intent เป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อหลักของกลุ่มนี้

สรุปแล้ว การเลือกระหว่าง Facebook Ads กับ Google Ads ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ คำตอบที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าของคุณกำลังค้นหาทางออกอยู่แล้วหรือยังไม่รู้ตัวว่าต้องการสินค้านี้ และงบประมาณของคุณพร้อมแค่ไหนสำหรับการทดสอบและขยายผล สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกแพลตฟอร์มที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่คือความเข้าใจในกลไกของแพลตฟอร์มที่คุณเลือกใช้ และการลงทุนกับ Creative ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับผู้เขียน: ทีม Tongru Academy

ทีมงาน Tongru Academy ประกอบด้วยนักการตลาดดิจิทัลและผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงแอดที่มีประสบการณ์ทำงานกับธุรกิจ SME ไทยโดยตรง เราเชื่อในการสอนที่จับต้องได้ ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เพื่อให้เจ้าของธุรกิจนำ AI และเครื่องมือการตลาดดิจิทัลไปใช้สร้างผลลัพธ์ได้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง
สารบัญ
🔍

อยากทำ AEO/SEO?

ทีม Tongru Academy ดูแลให้ครบทั้ง SEO + AEO พร้อม AI Tools